ดาวดูมาแล้ว

ไปดูมาแล้ว : Suspiria (กลัว)

Nov 19, 2018 / ดู 147 ครั้ง

งานใหม่จากผู้กำกับ ลูก้า กัวดานินโญ่ ฉีกแนวจากหนังออสการ์ปีที่แล้วอย่าง Call Me By Your Name และกลับไปหาความระทึกขวัญเล่นกับจิตวิทยาในแบบที่เคยทำไว้กับ A Bigger Splash เมื่อสามปีก่อน โดยได้นักแสดงคู่บุญ ทิลด้า สวินตัน มารับบทเด่นถึง3คาแร็คเตอร์ และการได้ ดาโกต้า จอห์นสัน มารับบทนำก็ยิ่งทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความเซ็กซี่ปนสยองได้อย่างน่าขนลุก หนังมีความยาวถึง2ชั่วโมงครึ่งและบรรจุฉากสยองชนิดที่คุณอาจจะไม่กล้าดูเต็มสองตาแน่ๆ และสำหรับใครที่ใจไม่แข็งพออาจจะอยากเดินออกจากโรงก่อนเวลาอันควรก็เป็นได้ แต่หากทนดูไปได้ตลอดทั้งเรื่องจะพบว่าหนังมีการเปรียบเปรยตัวละครให้เป็นดั่งขั้วอำนาจทางการเมืองโลกของประเทศคู่ขัดแย้งในสมัยสงครามเย็นได้อย่างน่าสนใจ นอกจากนี้มันยังยั่วล้อเรื่องราวของพิธีกรรม,ตำนานแม่มด,การสืบต่ออำนาจและสภาพของมนุษย์ที่อยู่ในภาวะจิตหลอนได้อย่างมีชั้นเชิง
 
Suspiria ดัดแปลงจากหนึ่งในหนังไตรภาคในชื่อเดียวกัน ซึ่งเคยออกฉายในปี 1977 กัวดานินโญ่เซ็ทฉากหลังของสถานที่ในหนังให้อยู่ในช่วงปีดังกล่าวซึ่งเป็นปีที่เยอรมันต้องปะทะกับฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่มีชื่อเรียกว่ากองทัพแดง ( Red Army Faction ) บรรยากาศในหนังจึงถูกออกแบบมาให้ดูหม่นๆครึ้มๆมีฝนพรำตลอดทั้งเรื่องและเต็มไปด้วยความลับดำมืด
 
Suspiria เป็นเรื่องราวลึกลับในสถาบันสอนเต้นแห่งหนึ่งในเบอร์ลินของเยอรมัน ซูซี่ แบนเนียน ( ดาโกต้า จอห์นสัน ) เดินทางจากโอไฮโอสหรัฐอเมริกาเพื่อมาออดิชั่นที่นี่ ทันทีที่เธอเข้ามาก็กลายเป็นดาวเด่นและเป็นที่ต้องตาของมาดามบลองก์ ( ทิลด้า สวินตัน ) ไม่นานนักซูซี่ก็พบความแปลกประหลาดของสถานที่แห่งนี้และตัวเธอเองก็เหมือนจะได้รับพลังอำนาจบางอย่างที่มากขึ้นเรื่อยๆ



ความยาวนานของหนังนั้นอาจจะทำให้หลายคนเมื่อยล้าและตึงเครียดกับบรรดาตัวละครที่เดาใจพวกเขาไม่ได้เลย ฉากสยองที่ประดังใส่เข้าคนดูก็ทำให้ลุ้นจนตัวเกร็งว่าจะต้องเจอกับอะไรที่น่าตกใจบ้าง หนังมีทีมนักแสดงที่แข็งแรงและสามารถสร้างบรรยากาศชวนหลอนได้อย่างประสบความสำเร็จ ทิลด้า สวินตัน สุดยอดกับการสวมบทสามคาแร็คเตอร์ ( หนึ่งในนั้นคือการรับบทเป็นผู้ชายได้อย่างน่าทึ่ง! ) และการแสดงของ ดาโกต้า จอห์นสัน ก็ทำให้เธอดูเป็นนักแสดงคุณภาพมากกว่ามีดีแค่หน้าตาอย่างที่เราเคยเห็นในหนังตระกูล Fifty Shades of Grey
 
การสอดแทรกนัยยะทางการเมืองในช่วงสงครามของ Suspiria อาจจะไม่ได้ทำให้คนดูรู้สึกลึกซึ้งกับมันสักเท่าไหร่ เนื่องจากหนังเพียงแค่ต้องการให้บรรยากาศโดยรวมนั้นอบอวลไปด้วยความขัดแย้งเพื่อนำพาคนดูไปสู่จุดพีคเกี่ยวกับการสำรวจจิตใจตัวละครในตอนท้ายมากกว่า
 
และฉาก End Credit อันน้อยนิดในช่วงท้ายเรื่ิองก็ได้ปล่อยให้คนดูตีความกันไปได้เองว่าตกลงมันคืออะไรกันแน่?
 
 
- เขียนโดย คุณนครินทร์ เพจไปดูมาแล้ว






GAMES & PRIZES